Feeds:
เรื่อง
ข้อคิดเห็น

ปราสาทภูมิโปน

ปราสาทภูมิโปนตั้งอยู่ที่บ้านภูมิโปน ตำบลดม อำเภอสังขะ การเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2077 (สายสุรินทร์-สังขะ) ระยะทาง 49 กิโลเมตรจากแยกอำเภอสังขะเข้าทางหลวงหมายเลข 2124 (สังขะ-บัวเชด) ตรงต่อไปจนถึงบ้านภูมิโปนอีก 10 กิโลเมตรจะเห็นปราสาทอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือปราสาทภูมิโปนประกอบด้วย
โบราณสถาน 4 หลัง คือ

ปราสาทอิฐหลังที่ ๑  อยู่ทางด้านเหนือสุด มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมไม่ย่อมุม เหลือเพียงฐาน กรอบประตูทางเข้า และผนังบางส่วน  ทับหลังและเสาประดับกรอบประตูทำด้วยหินทรายสลักลวดลาย ลักษณะเทียบได้กับศิลปะขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร แบบไพรเกมร มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓

    

ปราสาทหินหลังที่ ๒  อยู่ต่อจากปราสาทหินหลังแรกมาทางใต้ ปัจจุบันเหลือเพียงฐานและกรอบประตูหินทราย

 

 

 

ปราสาทหินหลังที่ ๓ หรือปรางค์ประธาน เป็นปราสาทหลังใหญ่ ก่อด้วยอิฐไม่สอปูน แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสไม่ย่อมุม มีบันได และประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก อีกสามด้านเป็นประตูหลอก  เสาประดับ กรอบประตู และทับหลังทำด้วยหินทราย ใต้หน้าบันเหนือทับหลังขึ้นไปเป็นลายรูปใบไม้ม้วน รูปแบบและเทคนิคการก่อสร้าง เทียบได้กับปราสาทขอมสมัยก่อนพระนคร ร่วมสมัยกับปราสาทหลังที่ ๑ ได้พบจารึกเป็นภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะ ซึ่งเคยใช้เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ ซึ่งสอดคล้องกับอายุของรูปแบบศิลปะของปราสาท นับเป็นปราสาทแบบศิลปะเขมรที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
    
ฐานปราสาทศิลาแลง  อยู่ต่อจากปราสาทประธานมาทางใต้ ปัจจุบันเหลือเพียงฐานเท่านั้น ปราสาทหลังนี้และปราสาทหลังที่สองคงสร้างในสมัยต่อมาซึ่งไม่อาจกำหนดอายุได้ชัดเจน จากส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม เช่น เสาประดับ กรอบประตูที่เหลืออยู่เป็นเสาแปดเหลี่ยมอันวิวัฒนาการมาจากเสากลมในสมัยก่อนเมืองนคร ตลอดจนการก่อฐานปราสาทด้วยศิลาแลง ทำให้สามารถกำหนดได้ว่า ปราสาททั้งสองหลังนี้คงจะสร้างขึ้นหลังจากปราสาทประธาน และปราสาทหลังที่หนึ่ง

ปราสาทภูมิโปนเป็นแหล่งอริยธรรมโบราณหรือชุมชนโบราณที่มีระบบการปกครองแบบเมือง  สังเกตได้จากบริบทปราสาทมีคูกำแพงเมือง เขื่อนดินโบราณ และสระน้ำ โดยเฉพาะน้ำเป็นระบบชลประทานถูกออกแบบอย่างสวยงามไล่จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ  มีจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สระลำเจียก สระตา สระกนาล สระตราว และสระปรือ เรียงลำดับจากสระน้ำขนาดเล็กอยู่สูงสุด  และขนาดใหญ่หรือกว้างอยู่ต่ำสุดและเชื่อมต่อกัน นับว่าเป็นระบบการจัดการน้ำที่ดีมาก  ปัจจุบันยังไม่มีใครบุกรุก หรือครอบครอง ควรแก่การพัฒนา

ที่มา : http://www.tambondom.go.th

หลักการและเหตุผล การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทย อาจจะเริ่มต้นโดยคนไทยที่อพยพลงมาจากประเทศจีน การเลี้ยงไหมในสมัยนั้นไม่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันเพียงเลี้ยงไหมไว้เพื่อทอเป็นเครื่องนุ่งห่มใช้เองเท่านั้น มาถึงในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันทั่วไป โดยเฉพาะภาคอีสานมีการเลี้ยงไหมมากที่สุด แต่เส้นไหมที่ทำได้นั้นเส้นหยาบไม่สม่ำเสมอ จะนำไปใช้ทอเป็นผ้าอย่างดีไม่ได้ ต้องมีการสั่งซื้อไหมดิบและผ้าไหมชนิดต่างๆ จากต่างประเทศเข้ามาใช้เป็นจำนวนมาก รัชกาลที่ 5 จึงทรงมีพระราชดำริจะบำรุงอุดหนุนการทำไหม เพื่อให้เพียงพอแก่การอุปโภคภายในประเทศไม่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ในปี พ.ศ.2444 – 2445 กระทรวงเกษตราธิการ จึงได้ให้ คณะผู้เชี่ยวชาญหม่อนไหมชาวญี่ปุ่น ทำการทดลองปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการสาวไหม เพื่อหาความรู้สำหรับการจะปรับปรุงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทย โดยสร้างเป็นสถานีทดลองปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ 23,716 ตารางเมตร ที่ตำบลทุ่งศาลาแดง กรุงเทพฯ (สำนักพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร, 2534: 2 –3 และศูนย์พัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง, 2547) ในปี พ.ศ. 2447 ได้มีการก่อตั้งสาขากองช่างไหมขึ้นที่มณฑลนครราชสีมา เรียกว่า กองช่างไหม จังหวัดนครราชสีมา และเกิดโรงเรียนช่างไหมขึ้นที่ตำบลทุ่งศาลาแดง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสั่งสอนกุลบุตรให้รู้จักวิธีการทำไหม ต่อมาแพร่ขยายไปอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ชัยภูมิ และศรีสะเกษ (สำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร, 2534 และ ศูนย์พัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง, 2547) ส่งผลให้ประชาชนในภูมิภาคนี้ได้มีอาชีพที่เกี่ยวกับการเลี้ยงและทอผ้าไหมจนมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2544 ประทศไทยมีเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมประมาณ 193,500 ครัวเรือน มีพื้นที่หม่อนทั้งหมดประมาณ 218,900 ไร่ ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เป็นเกษตรกรอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะรูปแบบการเลี้ยงไหมจะสามารถจำแนกเป็นรูปแบบการเลี้ยงไหม เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร คือ การเลี้ยงไหมพันธุ์ไทย ไหมลูกผสม เพื่อการสาวไหมระดับครัวเรือน และการเลี้ยงไหมเพื่อเป็นอาชีพหลัก คือ การเลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศ เพื่อผลิตรังไหมสู่ภาคอุตสาหกรรม ผลผลิตเส้นไหมภายในประเทศผลิตได้ทั้งหมดปีละ 1,200 ตัน โดยสามารถแบ่งแหล่งการสาวในประเทศได้ 2 แหล่ง คือ โรงงานสาวไหมสามารถผลิตเส้นไหมได้ถึง 300 ตัน และเส้นไหมที่ได้จากการสาวไหมในครัวเรือน ประมาณ 900 ตัน นอกจากทั้งสองแหล่งนี้แล้วยังมีการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศปีละประมาณ 300 ตัน คิดเป็นเงินประมาณ 300 ล้านบาท ประเทศส่วนใหญ่ที่นำเข้าเส้นไหมคือ จีน เวียดนามและลาว (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2544: 4 และศูนย์พัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง, 2547) เมื่อปี พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมา จังหวัดนครราชสีมาได้มีการดำเนิน “โครงการจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมและการพัฒนาเชื่อมโยงของกลุ่มอุตสาหกรรมไหม (Silk Cluster) ขึ้นตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา” โดยมีหน่วยงานดำเนินงานหลัก คือ ศูนย์พัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม การดำเนินโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมไหมแบบรวมกลุ่ม (Cluster) และส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม ภายในทุกระดับของอุตสาหกรรมไหม เพื่อพัฒนาทั้งภาคการผลิต และด้านการจัดการให้เป็นมาตรฐาน และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจอันจะส่งให้อุตสาหกรรมไหมมีมาตรฐานการผลิต มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของรายได้ของกลุ่มธุรกิจ การดำเนินโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการโดยมีการกำหนดตัวชี้วัด ด้วยกัน 2 ประการ คือ จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเครือข่ายต้องไม่น้อยกว่า 120 ราย และสามารถเกิดความเชื่อมโยงของกิจกรรมภายในกลุ่มอุตสาหกรรม ในด้านการใช้ระบบสารสนเทศร่วมกัน การเรียนรู้ร่วมกัน การร่วมมือกันด้านการตลาด การร่วมมือกันด้านการจัดซื้อ และการร่วมมือกันด้านการผลิต ซึ่งนอกจากจะมีการพัฒนาไหมในจังหวัดนครราชสีมาแล้วนั้น ในจังหวัดอื่นๆ ของ “กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์” ต่างนำยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับไหมมาเป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่จังหวัดต่างๆ นอกจากความสำคัญของไหมแล้วนั้น กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ เป็นกลุ่มจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ที่สำคัญคือ การมุ่งส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว ทั้งการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติและวิถีชีวิต ทั้งนี้เนื่องจากความได้เปรียบในด้านพื้นที่ ประกอบกับการมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่ความหลากหลายและมีศักยภาพเหมาะในการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมและเพียงพอในระดับหนึ่ง ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อน แต่ถึงแม้ว่าตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังกลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์” มีอยู่จำนวนมากแต่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย จากสถิติตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์”แล้วพบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีในการที่จะมีแหล่งท่องเที่ยวหมู่บ้านสินค้าหัตถกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นผ้าไหมซึ่งเป็นงานหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของกลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์”และเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจในการจูงใจนักท่องเที่ยวให้เดินทางมามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์”มีศักยภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามถึงแม้ผ้าไหมจะเป็นสินค้าหัตถกรรมที่สำคัญของกลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์”มายาวนาน แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อการขายของสินค้าหัตถกรรมผ้าไหมของจังหวัดนครราชสีมา และผู้ซื้อที่สนใจผ้าไหมก็มีจำนวนน้อยลงไปด้วย ตลอดจนปัญหาในการทำการตลาดของกลุ่มผู้ผลิตไหม โดยเฉพาะผู้ผลิตที่เป็นชาวบ้าน ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการบางพื้นที่ต้องหยุดการผลิตไป ดังนั้นการพัฒนาหมู่บ้านสินค้าหัตถกรรมเพื่อการท่องเที่ยวอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่กลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์”ได้มีโอกาสในการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาผ้าไหมไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป จากความโดเด่นและความสำคัญของภูมิปัญญาผ้าไหมของกลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์”และความสำคัญของการท่องเที่ยว ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่หันมาสนใจการท่องเที่ยวในชุมชนและสนใจความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่าง และเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากกว่าการเดินทางท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย จึงเป็นโอกาสที่ดีในการทำการศึกษารูปแบบของการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นผ้าไหม เพื่อให้เป็นข้อมูลในการพัฒนาต่อยอดเป็นหมู่บ้านสินค้าหัตถกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นผ้าไหมเพื่อการท่องเที่ยว และเป็นแหล่งที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น เมื่อเกิดการท่องเที่ยว และเป็นการสร้างตลาดการขายสินค้าหัตถกรรมผ้าไหมให้กับคนในกลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์”ได้ดีมากขึ้น

ที่มา : http://www.nakhonchaiburin.net/index.php?option=com_content&view=article&id=45&Itemid=53

นครชัยบุรินทร์

นครชัยบุรินทร์

นครชัยบุรินทร์

วันนี้มาเที่ยวกับกลุ่มนครชัยบุรินทร์ วิทยากร “ซันนี่” น่ารักมาก ๆ ครับ หุหุ
ไม่ทราบว่ามีแฟนยังครับ ผมยังโฉดคร๊าฟ 555 ทดสอบเพจ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.